วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เว็ปเพจ โฮมเพจ เว็ปไซต์


เว็บเพจ (อังกฤษwebpage, web page) หรือ หน้าเว็บ หมายถึง หน้าหนึ่ง ๆ ของเว็บไซต์ ที่เราเปิดขึ้นมาใช้งาน
โดยทั่วไป เว็บเพจส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของเอกสาร HTML หรือ XHTML (ซึ่งมักมีนามสกุลไฟล์เป็น htm หรือ html) มีลิงก์สำหรับเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจหน้าอื่น ๆ สามารถใส่รูปภาพและรูปภาพยังสามารถเป็นลิงก์ กล่าวคือสามารถคลิกบนรูปเพื่อกระโดดไปหน้าอื่นได้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่แอปเพล็ต (applet) ซึ่งเป็นโปรแกรมขนาดเล็กแสดงภาพเคลื่อนไหว มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ หรือสร้างเสียง ได้อีกด้วย
โปรแกรมที่ใช้เปิดดูเว็บเพจ เรียก
ว่า เว็บเบราว์เซอร์ ตัวอย่างเว็บเบราว์เซอร์ที่เป็นที่นิยม เช่น อินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์, Netscape, มอซิลลา ไฟร์ฟอกซ์, และ ซาฟารี เป็นต้น
โปรแกรมสำหรับสร้างเว็บเพจ เช่น โปรแกรม Macromedia Dreamweaver , PHP & MySQL , Flash Professional เป็นต้น

ที่มา  : www.wikipedia.com

       



 โฮมเพจ 
         
          คือ หน้าแรกที่เข้าสู่เว็บไซต์นั้น ๆ
ส่วนประกอบของเว็บเพจที่สำคัญ มีดังนี้1. ข้อความ (Text) ได้แก่ ตัวอักษร ตัวเลข ซึ่งอาจเป็นภาษาอังกฤษ ไทย หรือภาษา อื่น ๆ ก็ได้2. กราฟิก (Graphics) ได้แก่ ภาพวาดและรูปภาพต่าง ๆ3. มัลติมีเดีย (Multimedia) ได้แก่ ภาพเคลื่อนไหว ภาพวีดิทัศน์ เสียง4. ลิงก์ (Link) ข้อความหรือรูปภาพที่มีลักษณะพิเศษ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปยัง เว็บเพจอื่น ๆ ได้ เราสามารถตรวจสอบได้ว่าส่วนใดเป็นลิงก์โดยนำเมาส์ไปนี้สัญลักษณ์เมาส์จะเปลี่ยนเป็นมือ ? แสดงว่าส่วนนั้นเป็นลิงก์




http://school.obec.go.th/kudhuachang/les07.htm






 เว็บไซต์  (อังกฤษWebsite, Web site หรือ Site)
            หมายถึง หน้าเว็บเพจหลายหน้า ซึ่งเชื่อมโยงกันผ่านทางไฮเปอร์ลิงก์ ส่วนใหญ่จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ โดยถูกจัดเก็บไว้ในเวิลด์ไวด์เว็บ หน้าแรกของเว็บไซต์ที่เก็บไว้ที่ชื่อหลักจะเรียกว่า โฮมเพจ เว็บไซต์โดยทั่วไปจะให้บริการต่อผู้ใช้ฟรี แต่ในขณะเดียวกันบางเว็บไซต์จำเป็นต้องมีการสมัครสมาชิกและเสียค่าบริการเพื่อที่จะดูข้อมูล ในเว็บไซต์นั้น ซึ่งได้แก่ข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ หรือข้อมูลสื่อต่างๆ ผู้ทำเว็บไซต์มีหลากหลายระดับ ตั้งแต่สร้างเว็บไซต์ส่วนตัว จนถึงระดับเว็บไซต์สำหรับธุรกิจหรือองค์กรต่างๆ การเรียกดูเว็บไซต์โดยทั่วไปนิยมเรียกดูผ่านซอฟต์แวร์ในลักษณะของ เว็บเบราว์เซอร์
เว็บไซต์แห่งแรกของโลกสร้างขึ้นเมื่อ 30 เมษายน พ.ศ. 2536 โดยวิศวกรของเซิร์น[1]
  
ที่มา  :   www.wikipedia.com




 เว็บเบราว์เซอร์ (อังกฤษweb browser)
           เบราว์เซอร์ หรือ โปรแกรมค้นดูเว็บ คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเวบที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ เช่น ภาษาเอชทีเอ็มแอล ที่จัดเก็บไว้ที่ระบบบริการเว็บหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์หรือระบบคลังข้อมูลอื่น ๆ โดยโปรแกรมค้นดูเว็บเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเวิลด์ไวด์เว็บ
เว็บเบราว์เซอร์ตัวแรกของโลกชื่อ เวิลด์ไวด์เว็บ [1] ขณะเดียวกันเว็บเบราว์เซอร์ที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันคือ กูเกิลโครม
ที่มา  :  www.wikipedia.com 
www มาจาก
     
 www  เริ่มมีพัฒนาการมาในราวปี  ค.ศ .    1989      ที่ Cern ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการทางฟิสิกส์แห่งยุโรป                  ตั้งอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  โดย  Bernner – Lee   เป็นผู้ริเริ่มโครงการ   ต่อมาในปี  ค.ศ.  1990   ก็ได้ทำการพัฒนา     www  ให้มีประสิทธิภาพมาก
World Wide Web หมายถึงอะไร
     Wold Wide Web ( WWW )   หมายถึง  เน็ตเวิร์คที่มีการเชื่อมต่อกันไปทั่วโลก   เรียกย่อว่า   “ เว็บ “  (   Web )  ในเว็บมีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจเก็บรวบรวม  ทำให้สามารถดูเอกสารหรือค้นหาสารสนเทศที่ต้องการได้ ซึ่งจะแสดงผลออกมาทีละหน้า  แต่ละหน้าเรียกว่า  “เว็บเพจ”  ( Web Page )
แหล่งเก็บเว็บเพจ
     เว็บไซต์  หมายถึง   เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นโกดัง
หรือแหล่งเก็บเว็บเพจต่าง ๆ  ที่มีการเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ต   ซึ่งเว็บ
บราวเซอร์จะทำการติดต่อกับเว็บไซต์ที่เก็บเว็บเพจนั้น
     ปัจจุบันหน่วยงานต่าง  ๆ ไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชน   รวมทั้งองค์กรอิสระต่าง  ๆให้ความสนใจในการสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง   เพื่อเป็นแหล่งสารสนเทศ   ข้อมูลและข่าวสารเพื่อการเผยแพร่ข้อมูลภายในองค์กรของตัวเอง
     URL  คือ  ตำแหน่งที่เก็บเว็บเพจ   ดังนั้นเมื่อ
ต้องการเปิดเว็บเพจที่ต้องการจะต้องระบุตำแหน่งที่ต้องการ  
จะต้องระบุตำแหน่งของเว็บเพจนั้น  ๆ  ซึ่งเรียกว่า  URL
( Uniform   Resource  Location  )
การอ่านข้อมูลจากเว็บบราวเซอร์
     Web Browser    ทุกชนิดจะทำงานโดยการอ่านข้อมูลจาก
Web Server   ดังนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องติดตั้ง Web Browser
ไว้เสมอ เช่น  Nescape  Comminucation , IE

ที่มา  :  http://guru.google.co.th
  


อินเทอร์เน็ต



อินเทอร์เน็ต คือ การเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ตามโครงการของอาร์ป้าเน็ต (ARPAnet = Advanced Research Projects Agency Network) เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ (U.S.Department of Defense - DoD) ถูกก่อตั้งเมื่อประมาณ ปีค.ศ.1960(พ.ศ.2503) และได้ถูกพัฒนาเรื่อยมา
ค.ศ.1969(พ.ศ.2512) อาร์ป้าเน็ตได้รับทุนสนันสนุนจากหลายฝ่าย และเปลี่ยนชื่อเป็นดาป้าเน็ต (DARPANET = Defense Advanced Research Projects Agency Network) พร้อมเปลี่ยนแปลงนโยบาย และได้ทดลองการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์คนละชนิดจาก 4 เครือข่ายเข้าหากันเป็นครั้งแรก คือ 1)มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลองแองเจอลิส 2)สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด 3)มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาบาร่า และ4)มหาวิทยาลัยยูทาห์ เครือข่ายทดลองประสบความสำเร็จอย่างมาก ดังนั้นในปีค.ศ.1975(พ.ศ.2518) จึงได้เปลี่ยนจากเครือข่ายทดลอง เป็นเครือข่ายที่ใช้งานจริง ซึ่งดาป้าเน็ตได้โอนหน้าที่รับผิดชอบให้แก่หน่วยการสื่อสารของกองทัพสหรัฐ (Defense Communications Agency - ปัจจุบันคือ Defense Informations Systems Agency) แต่ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตมีคณะทำงานที่รับผิดชอบบริหารเครือข่ายโดยรวม เช่น ISOC (Internet Society) ดูแลวัตถุประสงค์หลัก, IAB (Internet Architecture Board) พิจารณาอนุมัติมาตรฐานใหม่ในอินเทอร์เน็ต, IETF (Internet Engineering Task Force) พัฒนามาตรฐานที่ใช้กับอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการทำงานโดยอาสาสมัครทั้งสิ้น
ค.ศ.1983(พ.ศ.2526) ดาป้าเน็ตตัดสินใจนำ TCP/IP (Transmission Control Protocal/Internet Protocal) มาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ จึงเป็นมาตรฐานของวิธีการติดต่อ ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาจนถึงปัจจุบัน เพราะ TCP/IP เป็นข้อกำหนดที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในโลกสื่อสารด้วยความเข้าใจบนมาตรฐานเดียวกัน
ค.ศ.1980(พ.ศ.2523) ดาป้าเน็ตได้มอบหน้าที่รับผิดชอบการดูแลระบบอินเทอร์เน็ตให้มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation - NSF) ร่วมกับอีกหลายหน่วยงาน
ค.ศ.1986(พ.ศ.2529) เริ่มใช้การกำหนดโดเมนเนม (Domain Name) เป็นการสร้างฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distribution Database) อยู่ในแต่ละเครือข่าย และให้ ISP(Internet Service Provider) ช่วยจัดทำฐานข้อมูลของตนเอง จึงไม่จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์เหมือนแต่ก่อน เช่น การเรียกเว็บไซต์ www.yonok.ac.th จะไปที่ตรวจสอบว่ามีชื่อนี้ในเครื่องบริการโดเมนเนมหรือไม่ ถ้ามีก็จะตอบกับมาเป็นหมายเลขไอพี ถ้าไม่มีก็จะค้นหาจากเครื่องบริการโดเมนเนมที่ทำหน้าที่แปลชื่ออื่น สำหรับชื่อที่ลงท้ายด้วย .th มีเครื่องบริการที่ thnic.co.th ซึ่งมีฐานข้อมูลของโดเมนเนมที่ลงท้ายด้วย th ทั้งหมด
ค.ศ.1991(พ.ศ.2534) ทิม เบอร์เนอร์ส ลี (Tim Berners-Lee) แห่งศูนย์วิจัย CERN ได้คิดค้นระบบไฮเปอร์เท็กซ์ขึ้น สามารถเปิดด้วย เว็บเบราวเซอร์ (Web Browser) ตัวแรกมีชื่อว่า WWW (World Wide Web) แต่เว็บไซต์ได้รับความนิยมอย่างจริงจัง เมื่อศูนย์วิจัย NCSA ของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์เออร์แบน่าแชมเปญจ์ สหรัฐอเมริกา ได้คิดโปรแกรม MOSAIC (โมเสค) โดย Marc Andreessen ซึ่งเป็นเว็บเบราว์เซอร์ระบบกราฟฟิก หลังจากนั้นทีมงานที่ทำโมเสคก็ได้ออกไปเปิดบริษัทเน็ตสเคป (Browser Timelines: Lynx 1993, Mosaic 1993, Netscape 1994, Opera 1994, IE 1995, Mac IE 1996, Mozilla 1999, Chimera 2002, Phoenix 2002, Camino 2003, Firebird 2003, Safari 2003, MyIE2 2003, Maxthon 2003, Firefox 2004, Seamonkey 2005, Netsurf 2007, Chrome 2008)
ในความเป็นจริงไม่มีใครเป็นเจ้าของอินเทอร์เน็ต และไม่มีใครมีสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียว ในการกำหนดมาตรฐานใหม่ ผู้ติดสิน ผู้เสนอ ผู้ทดสอบ ผู้กำหนดมาตรฐานก็คือผู้ใช้ที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ก่อนประกาศเป็นมาตรฐานต้องมีการทดลองใช้มาตรฐานเหล่านั้นก่อน ส่วนมาตรฐานเดิมที่เป็นพื้นฐานของระบบ เช่น TCP/IP หรือ Domain Name ก็จะยึดตามนั้นต่อไป เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นระบบกระจายฐานข้อมูล การจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลพื้นฐานอาจต้องใช้เวลา




วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ประโยชน์ของการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลผ่านเครอข่ายคอมพิวเตอร์  เป็นสิ่งที่ตระหนักกันอย่างมากในปัจจุับัน  ด้วยเหตุว่าการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอ์มีประโยชน์หลายประการ  ดังนี้
          1.ความสะดวกในการจัดเก็ยข้อมูล  การจัดเก็บข้อมูลซึ่งอยู่ในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์สามารถจัดเก็บไว้ในแผ่นบันทึก  (diskette)  ที่มีความหนาแน่นสูงได้  แผ่นบันทึกแผ่นหนึ่งสามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่า  1  ล้านตัวอักษร  สำหรับสื่อสารข้อมูลนั้น  ถ้าข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ได้ด้วยอัตรา  120  ตัวอักษรต่อวินาที  จะทำให้สามารถส่งข้อมูล  200  หน้า  ได้ในเวลาเพียง  40  นาที  โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาป้อนข้อมูลเหล่านั้นซ้ำใหม่อีก
          2.ความถูกต้องของข้อมูล  โดยปกติมีการส่งข้อมูลด้วยสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งด้วยระบบดิจิทัล  วิธีการรับส่งนั้นจะมีการตรวจสอบข้อมูล  หากมีข้อมูลผิดพลาดจะมีการรับรู้และพยายามหาวิธีแก้ไขให้ข้อมูลทีไ่ด้รับมีความถูกต้อง  โดยอาจให้ทำการส่งใหม่หรือกรณีผิดพลาดไม่มาก ผู้รับอาจใช้โปรแกรมของตนเองแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องได้
          3.ความเร็วของการทำงาน  สัญญาณทางไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วเท่าความเร็วแสงทำให้การใช้คอมพิวเตอร์ส่งข้อมูลจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง  หรือการค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่  สามารถทำได้อย่างรวดเร็วของระบบจะทำให้ผู้ใช้สะกวดสบายอย่างยิ่ง  เช่น  บริษัทสายการบินทุกแห่งสามารถรับทราบข้อมูลของทุกเที่ยวบินได้อย่างรวดเร็ว  ทำให้การจองที่นั่ของสายการบินสามารถทำได้ทันที
          4.ประหยัดทุนในการสื่อสารข้อมูล  การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กันเป็นเครือข่าย  เพื่อส่งหรือสำเนาข้อมูล  ทำหใ้ราคาต้นทุนของการใช้ข้อมูลไม่สูงนัก  เมื่อเทียบกับการจัดส่งแบบวิธีอื่น  เช่น  การใช้อีเอลส่งข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์  การใช้งานโทรศัพท์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นต้น
          5.สามารถเก็บข้อมูลเป็นศูนย์กลาง  กล่าวคือ  สามารถมีข้อมูลเพียงชุดเดียวในระบบเครือข่ายซึ่งถือเป็นข้อมูลส่วนกลาง  โดยที่แต่ละแผนกในรบริษัทสามารถดึงไปใช้ได้จากที่เดียวกัน  ไม่ต้องเก็บมข้อมูลที่ซำ้ซ้อน  กระจัดกระจายกันไปในคอมพิวเตอร์ทุกแผนก  ซึ่งจะมีประโยชน์มากในกรณีที่ข้อมูลนั้นมีการเปลี่ยนแปลงก็สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลจากส่วนกลางได้ทันที
          6.การใช้ทรัพยากรธรรมชาติของระบบร่วมกันได้  ในระบบเครือข่ายนั้น  จะทำให้สามารถใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ร่วมกันได้  โดยที่อุปกรณ์ตัวนั้น  อาจต่ออยู่กับเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่าย  แต่สามารถให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครอข่ายใช้อุปกรณ์ตัวนั้นได้โดยตรง  ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายใรการซื้อแุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในระบบ เช่น  สามารถให้เครื่องพิมพ์ตัวเดียวซึ่งต่ออยู่กับคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งในเครอข่ายรับคำสั่งในการพิมพ์งานจากทุกๆเครื่องในเครือข่ายได้ทันทีเป็นต้น
          7.การทำงานแบบกลุ่ม  สามารถใช้ประโยชน์ของระบบเครือข่ายในการทำงานในแปนกหรือกลุ่มงานเดียวกันได้เป็นอย่างดี  เช่น  สามารถร่วมแก้ไขเอกสารตัวเดียวกันตามแผนงานกล่าวคือ  ในระบบงานเอกสารชนิดหนึ่งอาจจะต้องผ่านการแก้ไขหลายขั้น  ซึ่งจะให้คอมพิวเตอ์แต่ละเครื่องทำงานในขั้นตอนของตัวเองก่อนจะส่งไฟล์ข้อมูลของเอกสารนั้นไปให้เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆในเครือข่ายทำขั้นตอนต่อไป เป็นต้น




ที่มา  :  หนังสือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  ม.2  ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไ.ศ  2551

เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์

เทคโนโลยี
เทคโนโลยีในการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์  สามารถแบ่งออกเป็น  2  ประเภทหลัก  ได้แก่ เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลแบบใช้สาย  และเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลแบบไร้สาย  ดังนี้


(1.)เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลแบบใช้สาย  แบ่งออกตามชนิดของสายสื่อสารได้  3  ชนิด  ดังนี้  
          1.สายเกลียวคู่  (twisted  pair  cable)  ประกอบด้วยเส้นลวดทองแดง  2  เส้นที่หุ้มด้วยฉนวนพลาสติก  พันบิดเป็นเกลียว  เพื่อลดการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากคู่สายข้าวเคียงภายในเคเบิลเดียวกัน  หรือจากภายนอก  เนื่องจากสายตีเกลียวคู่นี้ยอมให้ศัญญาณไฟฟ้าความถี่สูงผ่านได้  สำหรับอัตราการส่งข้อมูลผ่านายตีเกลียวคู่จะขึ้นอยู่กับความหนาของสาย  คือ  สายทองแดงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้าง  และสามารถส่งสัญญาณไฟฟ้ากำลังแรงได้  ทำให้สามารภส่งข้อมูลได้ด้วยอัตราเร็วสูง โดยทั้วไปใช้สำหรับการส่งข้อมูลแบบดิจิทัล  สามารถใช้ส่งข้อมูลได้ถึง  100  เมกกบิตต่อวินาที  ในระยะทางไม่เกินร้อยเมตร  เนื่องจากมีราคาแพงไม่มาก  ใช้ส่งข้อมูลได้ดีจึงมีการใช้งานอย่างกว้างขวาง  สายตีเกลียวคู่มี  2  ชนิดดังนี้
          1.1สายตีเกลียวคู่แบบไม่ป้องกันสัญญาณรบกวนหรือชนิดไม่หุ้มฉนวน  (Un-shielded  Twisted  Pair  :  UTP)  เป็นสายตีเกลียวคู่ที่ไม่มีฉนวนชั้นนอก  ทำให้สะดวกในการโค้งงอ  แต่สามารถป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้น้อยกว่าสายตีเกลียวคู่ชนิดหุ้มฉนวน  (STP)  ใช้ในระบบวงจรโทรศัพท์แบดั้งเดิม  ปัจจุบันมีการปรับคุณสมบัติให้ดีขึ้น  สามารถใช้กับสัญญาณความถี่สูงได้  และเนื่องจากมีราคาถูกจึงนิยมใช้ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ในเครือข่าย
          1.2สายตีเกลียวคู่แบบป้องกันสัญญาณรบกวนหรือชนิดหุ้มฉนวน  (Shielded  Twisted  Pair  :  STP)
เป็นสายตีเกลียวคู่ที่ชั้นนอกหุ้มด้วยลวดถักที่หนา  เพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  รองรับความถี่ของการส่งข้อมูลได้สูงกว่าสายตีเกลียวคู่แบบไม่ป้องกันสัญญาณรบกวน  แต่มีราคาแพงกว่า
          2.สายโคแอกซ์  (coaxial  cable)  มีลักษณะเช่นเดีนสกับที่ต่อมาจากเสาอากาศประกอบด้วยลวดทองแดงที่เป็นแกนหลักหุ้มด้วยฉนวนชั้นหนึ่ง  เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่ว  จากนั้นจะหุ้มด้วยตัวนำซึ่งทำจากลวดทองแดงถักเป็นเปียเพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและสัญญาณรบกวนอื่นๆก่อนจะหุ้มชั้นนอกสุดด้วยฉนวนพลาสติกสัญญาณไฟฟ้าสามรถผ่านได้สูงมาก  นิยมใช้เป็นช่องสื่อสารสัญญาณเชื่อมโย่งผ่านต้ทะเลและใต้ดิน  สายโคแอกซ์ที่ใช้ทั่วไปมี  2  ชนิด  คือ  50โอห์ม  ซึ่งใช้ส่งข้อมูลสัญญาณดิจิทัล  และชนิด  75  โอห์ม  ซึ่งใช้ส่งข้อมูงสัญญาณอะนาล็อก
          3.สายใยแก้วนำแสง  (fiver  optic  cable)  หรือเส้นใยนำแสง  แกนกลางของสายประกอบด้วยเส้นใยแก้วหรือเส้นพลาสติกขนาดเล็กภายในกลวง  หลายๆ เส้น อยู่รวมกัน  เส้นใยแต่ละเส้นมีขนาดเล็กประมาณเส้นผมของมนุษย์  เส้นใยแต่ละเส้นห่อหุ้มด้วยเส้นใยอีกชนิดหนึ่งก่อนจะหุ้มชั้นนอกด้วยฉนวน   การส่องข้อมูลผ่านสื่อกลางชนิดนี้จะแตกต่างจากชนิดอื่นๆซึ่งจะใช้เลเซอร์วิ่งผ่านช่องกลวงของเส้นใยแต่ละเส้น  และอาศัยหลักการหักเหของแสง  โดยใช้เส้นใยชั้นนอกเป็นกระจกสะท้อนแสง  สามารถส่งข้อมูลด้วยอัตราความหนาแน่นของสัญญาณข้อมูลที่สูงมาก  และไม่มีการก่อกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  ทำให้สามารถส่งข้อมูลทั้งตัวอักษร  ภาพกราฟฟิก  เสียง  หรือวิดิทัศน์ได้ในเวลาเดียวกัน  แต่ยังมีข้อเสียเนื่องจากการบิดงอของสายสัญญาณจะทหใ้เว้นใยหัก  จึงไม่สามารใช้สื่อกลางนี้เดินทางตามมุมตุกได้  สายใยแก้ว นำแสง มีลักษณะพิเศษที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงแบบจุดไปขุด  จึงเหมาะที่จะใช้กับการเชื่อมโยงระหว่างอาคารกับอาคารหรือระหว่างเมืองกับเมือง


(2.)เทคโนโลยีแบบไร้สาย  เทคโนโลยีการส่งข้อมูลแบบไร้สายอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อกลางนำสัญญาณซึ่งสามารถแบ่งตามช่วงความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้  4  ชนิด  ดังนี้
          1.อินฟาเรด  (infrared)  เป็นลักษณะของคลื่นที่ใช้ในการส่งจ้อมูลระยะใกล้ๆในช่งความถี่ที่แคบมาก  ใช้ช่องทางสื่อสารน้อย  มักใช้กับการสื่อสารข้อมูลที่ไม่มีสิ่งกีดขวางระหว่างตัวส่งกับตัวรับสัญญาณ  โดยต้องใช้วิธีการสื่อสารตามแนวเส้นตรง  ระยะทางไม่เกิน  1-2  เมตร  ความเร็วประมาณ  4-16  เมกกะบิตต่อนาที  เช่น  การส่งสัญญาณจากรีโมตคอมโทรลไปยังโทรทัศน์  การเชื่อมต่อคมพิวเตอร์สองเครื่องโดยผ่านพอร์ตไดอาร์ดีเอ  เป็นต้น 
          2.คลื่นวิทยุ  (radio  Frequency)  ใช้ส่งสัญญาณไปในอากาศ  โดยมีตัวกระจายสัญญาณส่งไปยังตัวรับสัญญาณ  และใช้คลื่นวิทยึในช่วงความถี่ต่างๆ กัน  มีความเร็วต่ำประมาณ  2  เมกกะบิตต่อนาที  เช่น  การสื่อสารในระบบวิทยุึเอฟเอ็ม  (Frequency  Modulation  :  FM)  เอเอ็ม  (Amplitude  Modulation  :  AM)
การสื่อสารโดยใช้ระบบไร้สาย  (Wi-Fi)  และบลูทูท
          3.ไมโครเวฟ  (microwave)  จะใช้การส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปในอากาศพร้อมกับข้อมูลที่ต้องการส่งและต้องมีสถาณีที่ทำหน้าที่ส่งและรับข้อมูล  และเนื่องจากสัญญาณไมโครเวฟจะเดินทางเป็นเส้นตรงไม่สามารถเลี้ยวหรือโค้งตามของโลกได้  จึงต้องมีการตั้งสถานีปลายทาง  และแต่ละสถานีจะตั้งอยู่ในที่สูงเช่น  ดาดฟ้าของตึกสูง  ยอดเขา  เป็นต้น  เพื่อหลีกเลี่ยงการชนสิ่งกีดขวางในแนวการเดินทางของสัญญาณ  เหมาพกับการส่งข้อมูลในพื้รที่ห่างไกล  และทุรกันดาร
          4.ดาวเดียว (satellite)  เป็นสถานีรับส่งสัญญาณไมโครเวฟบนท้องฟ้า  ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของสถานีรับ-ส่งไมโครเวฟบนผิวโลก  เพื่อใช้เป็นสถานีรับ-ส่งสัญญาณไมโครเวฟบนอวกาศและทวนสัญญาณในแนวโคจรของโลกซึ่งจะต้องมีสถานีภาคพื้นดิน  ทำหน้าที่รับและส่งสัญญาณขึ้นไปบนดาวเทียมที๋โคจรอยู่ึสูงจากพื้นโลกประมาณ  35,600 ไมล์ฺ  โยดาวเทียมเหล่านั้นจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เท่ากับการหมุนของโลก  จึงเสมือนกับดาวเทียมนั้นอยู่นิ่งกับที่ขณะโลกหมุนรอตัวเอง  ทำให็การส่งสัญญาณไมโครเวฟจากสถานีหนึ่งขึ้นไปบนดาวเทียมและการกระจายสัญญาณจากดาวเทียมลงมายังสถานีตามจุดต่างๆบนผิวโลกเป็นไปอย่างแม่นยำ






ที่มา  :  หนังสือเทคโนโลยีสื่อสาร  ม.2  ตามหลักสูตรแกนกลางศึกษาขั้นพื้นฐานปี  พ.ศ.2551
          
          

โพรโทคอล

โพรโทคอล
          โพรโทคอล  (protocol)  คือ  ข้อตกลงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับวิธีที่คอมพิวเตอร์ตะจัดรูปแบบและตอบรับข้อมูลระหว่างการสื่อสาร  ซึ่งโพรโทคอลจะมีหลายมาตรฐาน  และในแต่ละโพรโทคอลจะมีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป
          การติดต่อสื่อสารข้อมูลผ่านทางเครือข่ายนั้น  จำเป็นต้องมีโพรโทคอลที่เป็นข้อกำหนดตกลงในการสื่อสารขึ้น  เพื่อช่วยให้ระบบสองระบบที่แตกต่างกันสามารถสื่อสารกันอย่งเข้าใจได้โพรโทคอลนี้เป็นข้อตกลงทีกำหนดเกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ  ทั้งวิธีการส่งและรับข้อมูล  วิธีการตรวจสอบข้อผิดพลาดของการส่งและรับข้อมูล  การแสดงผลข้อมูลเมื่อส่งและรับกันระหว่างเครื่องสองเครื่อง  ดังนั้น  จะเห็นได้ว่าโพรโทคอลมีความสำคัญมากในการสื่อสารบนเครือข่าย  ซึ่งหากไม่มีโพรโทคอลและ  การสื่อสารบนเครือข่ายจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
           ในปัจจุบันการทำงานของเครือข่ายใช้มาตรฐานโพรโทคอลต่าง  ร่วมกันทำงานมากมาย  นอกจากโพรโทคอลระดับประยักต์แล้ว  การดำเนินการภายในเครือข่ายยังมีโพรโทคอย่อยที่ช่วยทำให้การทำงานของเครือข่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ซึ่งโพรโืทคอลที่ใ้ชในการสื่อสารในปัจจุบันมีหลายประเภทเป็นต้น  ตัวอย่างเช่น 
          1.โพรโทคอลเอชทีทีพี  (Hyper  Text  Transfer  Protocol  :  HTTP)  เป็นโพรโทคอลหลักในการใช้งานเวิลด์ไวดืเว็ป  โดยมีขุดประสงค์เพื่อเป็นช่องทางสำหรับเผยแพร่และแลกเปลี่ยนภาษาเอชทีเอ็มแอล  (Hyper  Text  Markup  Language  :  HTML)  ใช้ร้องขอหรือตอบกลับระหว่างเครื่องลูกข่าย  ที่ใช้โปรแกรมค้นดูเว็ปกับเครื่องแม่ข่าย  (web  server)  โดยทำงานอยู่บนโพรโทคอลทีซีพี  (Transfer  Control  Protocol  :  TCP)
          2.โำพรโทคอลทีซีพี/ไอพี  (transfer  Control Protol  /  Internet  Protocal  :  TCP/IP)เป็นโพรโทคอลที่ใช้ในการสื่อสารในระบบอินเทอร์เน็ต  โยมีการระบุผู้รับ  ผู้ส่งในเครือข่าย  และแบ่งข้อมูลออกเป็นแพ็กเก็ตส่งผ่านอินเทอร์เน็ต  ซึ่งหากการส่งข้อมูลเกิดความผิดพลาดจะมีการร้องขอให้ส่งข้อมูลใหม่
          3.โพรโทคอลเอสเอ็มทีพี  (Simple  Mail  Transfer  Protocol  :  SMTP)  คือโพรโทคอลสำหรับส่งไปรษณย์อิเล้กทรอนิกส์  (electronic  mail)  หรืออิเมล  (Email)  ไปยังจุดหมายปลายทาง
          4.บลูทูท (bluetooth)  เป็นโพรโทคอลที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่  2.4  GHz  ในการรับส่งข้อมูล  คล้ายกับระบบแลนไร่้สาย  เพื่อให้ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์ต่อพ่วงไร้สาย  เช่น  เครื่องพิมพ์  เมาส์  คีย์บอร์ด  โทรศัพท์เคลื่อนที่  หูฟัง  เป็นต้น  เข้าด้วยกันได้สะดวก
          ปัจจุบันมีโพรโทคอลในระดับประยุกต์ใช้งานมากมาย  นอกจากโพรโทคอลที่กล่าวมาแล้วข้างค้น เช่นการโอนย้ายแฟ้มข้อมุลระหว่างกัน  ใช้โพรโทคอลชื่อเอฟทีพี  (File  Transfer  Protocol  :  FTP)  การโอนย้ายข่าวสารระหว่างกันใช้โพรโทคอลชื่อเอ็นเอ็นพี  (Network  News  Transfer  Protocol  :  NNTP)
เป็นต้น  จะเห็นได้ส่าการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในทุกวันนี้เป็นผลมาจากการพัฒนาโพรโทคอลต่างๆ  ขึ้นใช้งาน  ซึ่งการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งจำเป็นต้องผ่านการใช้งารโพรโทคอลต่างๆหลายโพรโทคอลร่วมกัน






ที่มา  :  หหนังสือเทคโนโลยีสารสนเทสและการสื่อสาร  ม.2  ตามหลักสูตรแกนกลางศึกษาขั้นพื้นฐาน  พ.ศ.2554

เครือข่ายของคอมพิวเตอร์

          เครือข่ายคอมพิวเตอร์  :  (computer  network)  เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงเข้าด้วยกัน  เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้  เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งออกตามสภาพการเชื่อมโยงเป็น 4 ชนิด  ดังนี้
          
          1.เครือข่ายส่วนบุคคล
เครือข่ายส่วนบุคคล หรือแพน (Personal  Area  Network  :  PAN)  เป็นเครือข่ายที่ใช้ส่วนบุคคล  ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อแบบไร้สายในระยะใกล้  เช่น  การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์มือถือ  การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับเครื่องพีดีเอ  เป็นต้น
          
          2.เครือข่ายเฉพาะที่
เครือข่ายเฉพาะที่  หรือแลน  (Local  Area  Network  :  LAN)  เป็นเครือข่ายขนาดเล็กซึ่งเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ในท้องที่บริเวณเดียวกันเข้าด้วยกัน  เช่น  ภายในอาคาร  หรือภายในองคืการที่ระยะทางไม่ไกลมากนัก  เป็นต้น  โยคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะต่อเข้ากับอุปกรณ์เครือข่าย  เช่น  ฮับ  สวิตซ์  เป็นต้น  ซึ่งอุปกรณ์เครือข่ายแต่ละตัวจะเชื่อมต่อกันโดยใช้สายตีเกลียวคู่  สายใยแก้วนำแสงหรือคลื่นวิทยุ  และเครือข่ายแลนจะเชื่อต่อถึงกันด้วยอุปกรณ์จัดเส้นทาง  (router)  การสร้างเครือข่ายแลนนี้แต่ละองคืกร  สามารถดำเนินการเองได้โดยการวางสายสัญญาณสื่อสารภายในอาคารหรือภายในพื้นที่ของตนเอง  เครือข่ายแลนมีฃตั้งแต่เครืองข่ายขนาดเล็กที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไปภายในห้องเดียวกัน  จนถึงเชื่อโยงระหว่างห้องหรือองค์การขนาดใหญ่  เช่น  ภายในสำนักงาน  ภายในโรงเรียนหรือ  มหาวิทยาลัย  เป็นต้น  ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆ  เครื่องที่เชื่อมต่อกัน  สามารถส่งข้อมูลแลกเปลี่ยนกันได้อย่าง  สะดวก  รวดเร็ว  และยังสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อีกด้วย
          
          3.เครือข่ายนครหลวง
เครือข่ายนครหลวง  หรือแมน  (Metropolitan  Area  Network  :  MAN)  เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงแลนที่อยู่ห่างกัน  เช่นระหว่างสำนักงานที่อยู่คนละอาคาร  ระบบเคเบิลทีวีตามบ้านในปัจจุบัน  เป็นต้น  โดยมีลักษณะการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ที่มีระยะห่างไกลกันในช่วง  5-40  กิโลเมตร  ผ่านสายสื่อสารประเภทสายใยแก้วนำแสง  สายโคแอกเชียล  หรืออาจใช้คลื่นไมโครเวฟ 
          
          4.เครือข่ายวงกว้าง 
เครือข่ายวงกว้าง  หรือแวน  (Wide  Area  Network  :  WAN)  เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ใช้เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในระยะห่างไกล  มีการติดต่อสื่อสารกันในบริเวณกว้าง  เช่น  เชื่อมโยงระหว่างจังหวัด  ระหว่างประเทศ  เป็นต้น




ที่มา  :  หนังสือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ม.2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พ.ศ. 2551

ความหมายและการพัฒนาการของการสื่อสารข้อมูล

          การสื่อสาร (communication) :  การส่งข้อมูลจากฝ่ายหนึ่งไปยังอีกฝ่ายหนึ่งส่วนข้อมูล  (data)  หมายถึง  ข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่ถือว่าเป็นข้อทเ็จจริงสำหรับใช้เป็นหลักการหาความจริง  โดยในที่นี้จะหมายถึงข้อมูลที่เกิดขึ้นจากเครื่องคอมพิวเตอร์ในรูปตัวเลข  0 หรือ 1  ต่อเนื่องกันไป  ซึ่งเป็นค่าที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ
           
          พัฒนากาของการสื่อสารข้อมูล :  การติดต่อสื่อสารของมนุษย์สมัยโบราณมีวิธีการที่ไม่ซับซ้อนมากนัก  เช่น  การใช้ม้าเร็ว  ใช้นกพิราบในการสื่อสาร  เป็นต้น  แต่เมื่อมนุษย์มีการพัฒนาความเป็นอยู่และการดำรงชีวิต  เครื่องมือและอุปกรณ์ในการสื่อสารก็ได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยก้าวหน้าควบคู่มาโดยตลอด  เพื่อความสะดวกสบายในการสื่อสาร  มีการใช้โทรเลข  โทรศัพท์  วิทยุสื่อสาร  โทรทัศน์  ดาวเทียม  ระบบระบุตำแหน่งบนพื้นโลก  (Global  Positioning  System  : GPS)  ระบบ 3G  และ  4G  ตามลำดับ  การสื่อสารที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารให้ได้ยินเสียงและได้เห็นภาพเหล่านี้  ล้วนเป็นพัฒนาการด้านความคิดทของมนุษย์ที่คิดค้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการข่าวสารข้อมูลของมนุษย์ด้วยกันเอง




ที่มา : หนังสือเทคโนโลยีสารสนเทศ  ม.2 และการสื่อสารตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551